ประมาทกันมานานนักแล้ว เมื่อตื่นขึ้น ก็ขอให้ไม่ประมาทระยะยาว

15 กันยายน 2545

ประมาทกันมานานนักแล้ว
เมื่อตื่นขึ้น ก็ขอให้ไม่ประมาทระยะยาว

อย่างการชุมนุมของชาวพุทธที่เรียกร้องตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนานี่ ก็เป็นตัวอย่างได้ชัดเจน คือประมาทกันมานานจนจะแย่อยู่แล้ว มองในแง่ดี ก็คือ บางส่วนรู้ตัวขึ้น ตั้งตัวไม่ทันก็ทำได้แค่นี้ก่อน ก็เริ่มไม่ประมาทขึ้นมา แต่ข้อสำคัญต้องไม่ประมาทระยะยาว ในการที่จะคิดและทำการด้วยความเพียรต่อเนื่องและสนิทเนียน ไม่ใช่โผล่ขึ้นมาแล้วก็หาย

ถ้าถามผมว่าเห็นด้วยไหมที่ชาวพุทธมาชุมนุมเรียกร้องนี้ ผมไม่ขอตอบว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ตอบได้ว่า ถ้าไม่ต้องทำได้ ก็ย่อมดี เพราะอะไร เพราะมีทางเสียเปรียบมาก อย่างน้อย

๑. ประชาชน ซึ่งก็คือชาวพุทธทั่วไป มีทัศนคติไม่ดีอยู่แล้ว ต่อการที่พระหรือแม้แต่ชาวบ้านชาวพุทธจะมาชุมนุมอย่างนี้ ดังนั้นชาวพุทธเองก็จะแบ่งแยกแตกกันต่อว่ากันเอง เสียกำลัง แม้ว่าจะทำอย่างสงบอ่อนโยนเท่าไร ก็ได้แค่ตีตื้นขึ้นมาบ้าง ทำให้พวกที่จะโจมตี ติเตียนไม่ได้มากนัก

๒. ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า กลุ่มคนเป้าหมายที่มุ่งให้รับฟังและปฏิบัติตามคำเรียกร้องนั้น เขารู้อยู่แล้วว่าพระสงฆ์และแม้แต่ชาวบ้านชาวพุทธ จะไม่ทำอะไรรุนแรง ถึงจะมากันเป็นพันเป็นหมื่น ก็สามารถจะทำนิ่งเฉยไม่ใส่ใจ

เวลานี้ ยุคนี้ ก็รู้กันอยู่แล้วว่า เขากลัวความรุนแรงมากกว่าเหตุผล เพราะฉะนั้นเขาจะกลัวคนพวกอื่น ๒๐๐-๓๐๐ คน มากกว่าเกรงชาวพุทธหมื่นคน หมายความว่าถ้าคนที่รุนแรงมาชุมนุมเพียงไม่กี่ร้อยคน เขายังจะต้องขมีขมันลุกขึ้นมา อย่างน้อยมาขอเจรจาต่อรอง หรือเอาอกเอาใจบ้างมากกว่า

แม้แต่สื่อต่างๆ ที่เอาผู้ชุมนุมเป็นเป้าโจมตีว่าไปต่างๆ นั้น เหตุหนึ่งก็เพราะเขารู้ดีว่าชาวพุทธจะไม่ทำอะไรเขา หรือพูดง่ายๆ ว่าไม่มีพิษสง

ความจริง จะติเตียนผู้ไปชุมนุมนั้น ถ้ามีใจเป็นธรรม เป็นการไม่ถูกต้องที่จะติเตียนข้างเดียว การติเตียนผู้ชุมนุมนั้นก็เป็นไปตามทัศนคติสืบกันมาที่ชาวพุทธมีความคาดหมายต่อพระสงฆ์ แต่ในแง่กิจการบ้านเมืองแล้ว เห็นว่าควรตำหนิผู้บริหารประเทศชาติ ที่ขาดความเคารพใส่ใจต่อปัญหาที่แท้จริงของบ้านเมือง เป็นความเฉยเมยเนื่องจากขาดความรู้เข้าใจปัญหา และไม่ใส่ใจเรียนรู้กิจการต่างๆ ที่ควรจะรู้เข้าใจและจัดดำเนินการ

เมื่อพูดรวมๆ ผู้ชุมนุมนั้นได้คะแนนในข้อที่มีน้ำใจต่อพระพุทธศาสนา ต่อประเทศชาติ ไม่เฉยเมย และตื่นตัวขึ้นมาสู่ความไม่ประมาท อย่างน้อยก็เฉพาะหน้า (ถ้าเป็นญาติโยมคฤหัสถ์ เมื่อทำโดยสงบสุภาพ ก็แทบไม่มีเหตุผลที่จะไปตำหนิ) แต่ในด้านวิธีการจะต้องไปคิดกันให้หนัก

ส่วนทางฝ่ายผู้ติเตียนนั้น ถ้าเพียงติงเตือนให้สติกัน แต่ถ้าติเตียนแบบด่าว่า ก็กลายเป็นคนเฉยเมย ไม่มีน้ำใจ และอาจจะกลายเป็นเจริญโมหาคติไป (ตัวเองก็ตื่นตัวที่จะศึกษาหาความรู้ ก็จะมีคะแนนตีตื้นขึ้นมา)

ชาวพุทธควรจะรู้ตัวด้วยว่า ชาวพุทธแทบไม่มีความรู้สึกในทางถือกลุ่มถือพวก แต่ละคนจึงว่ากันไปตามความคิดความเห็นของตัว เมื่อไม่ศึกษาหาความรู้ ขาดความเข้าใจ ก็กระจัดกระจาย แตกกันเอง พูดในแง่หนึ่งจึงกลายเป็นว่าจะสิ้นชาติสิ้นศาสน์ได้ง่าย

ชาวพุทธควรจะได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ แล้วศึกษาหาความรู้ และจัดวางแนวทางของตนให้ได้ผลดี โดยมีความไม่ประมาทที่แท้ (ประมาทกันมานานนักแล้ว)

ตั้งกระทรวงพุทธศาสนา เหตุผลที่แท้อยู่ที่ไหน

อย่าเอาความไม่ยึดมั่น หรือความปล่อยวาง มาเป็นข้ออ้างที่จะปล่อยปละละเลย ทำอะไรสายกลาง คือทำด้วยความรู้เข้าใจให้พอดี ที่จะได้ผลสอดคล้องกับความเป็นจริง

No Comments

Comments are closed.