อย่าได้แค่วิจารณ์เขาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ต้องคิดให้ดีด้วยว่าเราจะทำอย่างไร

22 เมษายน 2546
This entry is part 3 of 10 in the series วิถีสู่สันติภาพ

อย่าได้แค่วิจารณ์เขาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
แต่ต้องคิดให้ดีด้วยว่าเราจะทำอย่างไร

วันนี้ ทางมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นิมนต์อาตมภาพบรรยายโดยตั้งชื่อเรื่องว่า “ศาสนากับวิถีสู่สันติภาพ” เมื่อได้รับนิมนต์และเห็นชื่อเรื่องก็เกิดความสงสัยว่า นิมนต์และจัดกิจกรรมในช่วงที่มีสงครามอิรัก ท่านที่ตั้งชื่อเรื่องนี้คิดถึงหรือปรารภสงครามอิรักหรือเปล่า ก็เลยได้ขอโอกาสถามท่านอาจารย์ที่จัดกิจกรรมนี้ขึ้น คือที่นิมนต์บรรยาย ท่านก็ยอมรับว่ามีส่วนหนึ่งด้วย

แต่จะปรารภหรือไม่ปรารภก็ตาม ในเมื่อช่วงระยะเวลานี้คนกำลังสนใจเรื่องสงคราม และสงครามนี้ก็ดำเนินมากระทั่งจบฉากสำคัญไปฉากหนึ่งแล้ว จะมีฉากต่อไปอย่างไรหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่เรายังไม่อาจจะคาดคิดได้ชัดเจน เพราะฉะนั้นเมื่อพูดเรื่องนี้ พอคนได้ยินคำว่า “สันติภาพ” ก็ย่อมนึกถึง คำว่า “สงคราม” และนึกถึงสงครามอิรักอยู่ดี เราก็เลยมาเริ่มต้นกันที่นี่นิดหน่อย ซึ่งก็ไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญอะไร คือไม่สำคัญสำหรับปาฐกถาหรือการบรรยายนี้ แต่สำคัญสำหรับโลก ก็เอามาเป็นข้อปรารภนิดหน่อย

สงครามอิรักที่เกิดขึ้นมาจนถึงขณะนี้ ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก ดังจะเห็นได้ทางสื่อต่างๆ เช่น ทางหนังสือพิมพ์ คำวิจารณ์นั้นมีต่างๆ แต่รวมแล้วเมื่อจะพูดสั้นๆ ก็ขอยืมคำของนายแม็กกัฟ-เวิร์น (George S. McGovern) มาใช้

นายแม็กกัฟเวิร์นนี้เป็นคู่แข่งฝ่ายเดโมแครต (Democrat) ในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของอเมริกา สู้กับประธานาธิบดีนิกสัน (Richard M. Nixon) เมื่อ ๓๐ กว่าปีมาแล้ว นายแม็กกัฟเวิร์นเรียกสงครามเวียดนาม ซึ่งกำลังรบอยู่ในตอนนั้น โดยอเมริกาเป็นเจ้าของเรื่อง ว่าเป็น “อักลี่วอร์” (ugly war)

ความคิดเห็นที่วิจารณ์เรื่องสงครามอิรักเวลานี้ ถ้าพูดสั้นๆ ก็เท่ากับกำลังวิจารณ์กันว่า “สงครามอิรักนี้ เป็นสงครามที่อักลี่ หรือไม่” หรือถ้าพูดเป็นภาษาฝรั่งก็คือ Iraq war นี้เป็น ugly war หรือเปล่า เป็นการสรุปสั้นๆ เขาก็เถียงกันไป หรือวิจารณ์กันไป

อีกอย่างหนึ่ง เขาวิจารณ์กันในแง่ที่ว่า อเมริกาทำสงครามนี้เป็น “วอร์ ทู ลิเบอเรต” (war to liberate) ในขณะที่อีกฝ่ายก็เถียงว่าน่าจะไม่ใช่ เมื่อไม่ใช่จะเป็นสงครามอะไร ก็จะเป็น “วอร์ ทู ซับจูเกต” (war to subjugate) ถ้าพูดเป็นภาษาไทยง่ายๆ ก็เถียงกันว่าเป็น “สงครามเพื่อปลดแอก หรือเป็นสงครามเพื่อใส่แอก” หรือพูดให้ถูกหลักภาษาว่าเพื่อเทียมแอก

จะเป็นอย่างไรก็ตาม ก็ขอให้เป็นเรื่องของท่านทั้งหลาย หรือว่าประชาชนและสื่อมวลชนจะวิจารณ์กันไป ในที่นี้จะไม่ขอวิจารณ์ด้วย แต่อยากจะพูดอย่างหนึ่งว่า น่าจะไม่พอนะที่เราไปมัวเถียงกันอยู่แค่นั้น คือจะไปมองดูเขาแล้วก็ไปวิจารณ์ว่าเขาทำอย่างนั้นๆ เป็นอย่างไรน่ะ คงจะไม่เพียงพอ สิ่งสำคัญที่เราควรจะก้าวไปถึงก็คือ ต้องมองดูตัวเราว่า เมื่อเขาเป็นอย่างนี้แล้ว เราจะทำอย่างไร เราคิดกันเพียงพอหรือเปล่าว่าเราจะทำอะไรและอย่างไร

ที่ว่านี้หมายความว่า สงครามเขารบกันมา เราก็ได้เห็นแล้วว่ามันเป็นอย่างนี้ๆ ในแง่หนึ่งก็เหมือนเป็นเครื่องย้ำ ให้เห็นว่า เออ…โลกนี้มันก็เป็นอย่างนี้แหละ

อย่างในประเทศอเมริกา ผู้นำของเขาก็พูดกำชับอยู่เรื่อย ย้ำแล้วย้ำอีก อย่างตอนที่ตั้ง NAFTA คือเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ ทางแคนาดา อเมริกา และเม็กซิโก โน่น ผู้นำตอนนั้นคือประธานา-ธิบดีคลินตัน (Bill Clinton) ก็พูดย้ำว่า ที่ทำนี้วัตถุประสงค์สำคัญก็เพื่อ national interests คือเขตการค้าเสรีต่างๆ เขตไหนก็ตาม ตัวผู้ต้นคิดต้นเรื่องมีจุดหมายสำคัญคือ เพื่อผลประโยชน์ของชาติของเขา ซึ่งเขาก็ย้ำอยู่เสมอ เราก็ต้องรู้ตามเป็นจริง

เมื่อเรารู้เท่าทันดังนี้แล้ว เราก็ต้องมาคิดว่า ในเมื่อโลกเขาเป็นกันอย่างนี้ เราจะอยู่อย่างไร จึงจะมีทางรอด หรือว่าสังคมของเราจึงจะอยู่ได้ด้วยดี อันนี้คือเรื่องที่เราต้องคิด ขั้นที่ ๑

ขั้นที่ ๒ นอกจากคิดว่าเราจะอยู่อย่างไรให้ดีในสภาพของโลกอย่างนี้ ก็ต้องคิดต่อไปว่า ถ้าเรามีความสามารถยิ่งกว่านั้น ก็ต้องก้าวไปช่วยโลกในการแก้ปัญหา และแก้ปัญหาระยะยาวอย่างที่ตั้งเป็นหัวข้อบรรยายครั้งนี้ว่า ก้าวไปสู่วิถีแห่งสันติภาพ หรือที่จะทำให้โลกมีสันติภาพ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ทั้ง ๒ ขั้น

ถ้าขั้นที่ ๑ เรายังไม่คิดแล้ว ขั้นที่ ๒ ก็เห็นจะยาก คนไทยมองดูสงครามนี้ ถ้าเราได้แค่วิจารณ์ว่าเขาเป็นอย่างไรๆ โดยไม่คิดว่าแล้วเราจะทำอย่างไร เราจะต้องทำอะไร อย่างน้อยก็เพื่อให้ประเทศชาติสังคมของเราดำรงอยู่ได้ด้วยดี ในโลกที่มีสภาพเดือดร้อนไม่มีสันติภาพหรือสงครามกันอยู่อย่างนี้ ความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ของเราก็แทบจะไร้ประโยชน์ นี่เป็นปัญหาที่เราต้องคิด

ถ้าเรามีความมั่นใจว่าเราเข้มแข็งพอที่จะอยู่รอดได้ เราก็ต้องก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง หรือจะทำไปพร้อมกันก็ได้ คือเพียรพยายามที่จะแก้ปัญหาของโลก ทำให้โลกนี้ดำเนินไปสู่วิถีแห่งสันติภาพ

วิถีสู่สันติภาพ

การเฉลิมฉลองที่สมควร และมีคุณค่า สันติภาพไม่ใช่แค่ท่องว่า เวรไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ต้องไปให้ถึงขั้นว่า ทำอย่างไรจะไม่ต้องจองเวร

No Comments

Comments are closed.