หมายเหตุ: ข่าวคืบหน้า หลักฐานเท็จ “พระโพธิสัตว์เป็นพระอรหันต์”

20 กรกฎาคม 2533

หมายเหตุ: ข่าวคืบหน้า
หลักฐานเท็จ “พระโพธิสัตว์เป็นพระอรหันต์”

หลังจากบทความข้างต้นนี้ได้เผยแพร่ออกไปแล้ว ต่อมามีข่าวคืบหน้าว่า บริษัท ฟ้าอภัย จำกัด ซึ่งได้ทราบว่าเป็นกิจการของสันติอโศก ได้พิมพ์หนังสือของชาวสันติอโศกออกเผยแพร่ใหม่เล่มหนึ่ง ชื่อ “วิเคราะห์พระเทพเวที กรณีโพธิรักษ์” เขียนโดย ว. ชัยภัค

หนังสือเล่มนี้ ว่าโดยทั่วไปไม่มีเนื้อหาที่ควรจะยกมาพิจารณา เพราะมีลักษณะที่เป็นการพยายามเบนเรื่องราวให้เป็นกรณีส่วนตัว หรือทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกว่าเป็นเรื่องของคู่กรณี แทนที่จะเป็นเรื่องของการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นแก่พระศาสนา และมีผลกระทบต่อสังคม

แต่สิ่งสำคัญที่จะต้องยกมากล่าวในที่นี้ ก็คือ หนังสือนี้ได้สร้างปัญหา ที่เป็นการทำลายหลักการของพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นอีก ด้วยการนำหลักฐานจากพระไตรปิฎกมาอ้างอย่างบิดเบือนความ ซึ่งอาจทำให้คนที่ไม่มีโอกาสตรวจสอบเกิดความหลงเข้าใจผิดว่าหลักฐานนั้นเป็นความจริง และเกิดความสับสนไขว้เขวต่อหลักการของพระพุทธศาสนา

ประเด็นที่หนังสือนั้นสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นอีก คือการอ้างว่า พระโพธิสัตว์เป็นพระอรหันต์ได้

พึงสังเกตว่า ก่อนจะจัดพิมพ์หนังสือเล่มใหม่นี้ คุณ ว. ชัยภัค ได้เคยอ้างหลักฐานจากพระไตรปิฎก เล่ม ๓๗ (พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุปกรณ์ อ้างใน บทความที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร “สมาธิ” ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๔๓ หน้า ๑๗ และอ้างอีกใน “วิเคราะห์พระเทพเวที” หน้า ๖๗) มายืนยันว่าพระโพธิสัตว์บรรลุมรรคผลเป็นอริยบุคคลแล้ว แต่หลักฐานที่นำมาอ้างนั้นไม่เป็นความจริง และกลับมีผลในทางตรงกันข้าม คือ เป็นการบ่งชี้พิสูจน์ หรือยืนยันว่าท่านโพธิรักษ์ หรือชาวสันติอโศกมีความเห็นผิด อย่างเดียวกันกับความเห็นผิดของคนบางกลุ่มในสมัยโบราณ ที่พระอภิธรรมปิฎกได้ยกขึ้นมาระบุไว้ และได้พยายามชี้แจงแก้ไขมาแล้ว

ในการกล่าวอ้างว่า พระโพธิสัตว์เป็นพระอรหันต์ได้นั้น หลักฐานจากพระไตรปิฎกที่คุณ ว. ชัยภัค ยกมายืนยันเพิ่มเติมให้หนักแน่นในหนังสือเล่มใหม่นี้ คือเรื่อง สุเมธดาบส ใจความว่า พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันนี้ ในชาติแรกที่ได้รับพยากรณ์จากพระทีปังกรพุทธเจ้า ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น เป็นพระโพธิสัตว์ชื่อว่า สุเมธดาบส และสุเมธดาบสนั้นก็เป็นพระอรหันต์แล้ว ดังนั้น พระโพธิสัตว์จึงเป็นพระอรหันต์ได้

ข้อความจากพระไตรปิฎกที่คุณ ว. ชัยภัค อ้างว่า สุเมธดาบสเป็นพระอรหันต์นั้น คือคำที่สุเมธดาบสกล่าวถึงตนเองว่าเป็นผู้ “ถึงที่สุดแห่งอภิญญา” (แปลจากคำบาลีว่า อภิญฺาปารมิงฺคโต ซึ่งแปลตามศัพท์ว่า เป็นผู้ถึงความยอดยิ่งในอภิญญา) ข้อความนี้ไม่ได้ระบุว่าอภิญญากี่อย่าง หรืออภิญญาข้อไหน เป็นอภิญญาแบบไหน โลกียะหรือโลกุตตระ เป็นอภิญญาในพระพุทธศาสนา หรืออภิญญาของฤาษีดาบส นอกพุทธศาสนา แต่คุณ ว. ชัยภัค ลงมติตัดสินว่าเป็นอภิญญาขั้นสุดท้ายในพระพุทธศาสนา (คืออภิญญาข้อที่ ๖) จึงหมายถึงเป็นพระอรหันต์

คุณ ว. ชัยภัค ได้ยกข้อความหรือถ้อยคำที่ไม่บ่งชัดมาอ้าง และกล่าวเองว่าข้อความนั้นหมายถึงเป็นพระอรหันต์ (จบอภิญญาถึงข้อที่ ๖) ทั้งที่ในเรื่องนั้นเองยังมีข้อความต่อไปอีก และคำพูดตอนต่อไปของสุเมธดาบสเองที่กล่าวสรุปไว้ก็ได้บ่งชัดว่า สุเมธดาบสจบอภิญญา ๕ เท่านั้น (ข้อความบาลีว่า ปญฺจาภิญฺาสุ ปารคู แปลเป็นไทยว่า เราเป็นผู้ถึงฝั่ง (คือจบ) ในอภิญญา ๕ขุ.พุทธ. พระไตรปิฎกเล่ม ๓๓ ข้อ ๒ หน้า ๔๓๖) ซึ่งแสดงชัดว่าสุเมธดาบสไม่ได้เป็นพระอรหันต์ เพียงแต่เป็นผู้ยอดเยี่ยมเจนจบในเรื่องฤทธิ์เดชปาฏิหาริย์ ที่เป็นอภิญญาอย่างของพวกฤาษีดาบสนอกพระพุทธศาสนาเท่านั้น

ทั้งที่มีหลักฐานระบุชัดเจนอย่างนี้ แต่คุณ ว. ชัยภัค ไม่อ้าง กลับไปยกเอาข้อความที่ไม่บ่งชัดมาอ้าง แล้วถือโอกาสตัดสินความหมายตามที่ตนต้องการ เพื่อเอามายืนยันความเห็นของท่านโพธิรักษ์ ที่ว่าพระโพธิสัตว์เป็นพระอรหันต์ได้ เป็นการพยายามนำเอาความเห็นผิดที่พระพุทธศาสนาปฏิเสธ มายกใส่ให้เป็นหลักการของพระพุทธศาสนา ด้วยวิธีอ้างหลักฐานที่อำพรางความจริง เป็นการชักจูงให้คนอ่านหลงเข้าใจผิด

ตอนก่อนหน้า/ตอนต่อไป<< การตีความพระธรรมวินัยภาคผนวก: คำให้สัมภาษณ์และตอบชี้แจง (ฉบับย่อ-เพิ่มเติม) >>

No Comments

Comments are closed.