กฎหมาย: เครื่องธำรงที่กลายเป็นเครื่องทำร้ายสังคม

3 เมษายน 2538

กฎหมาย: เครื่องธำรงที่กลายเป็นเครื่องทำร้ายสังคม

ก่อนจะพูดในเรื่องใหญ่ลงไปอีก ขอยกตัวอย่างเรื่องหนึ่ง เพื่อแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เคยเป็นปัจจัยแห่งความเจริญในยุคหนึ่ง อาจจะเปลี่ยนมาเป็นปัจจัยแห่งความเสื่อมก็ได้ สิ่งที่เคยใช้เพื่อสร้างสรรค์อาจจะเปลี่ยนมาถูกใช้เพื่อการทำลายก็ได้ เพราะฉะนั้น การมองสิ่งต่างๆ ต้องมองให้รอบคอบ ปัจจัยตัวเดียวกัน ที่ทำให้สังคมอเมริกันเจริญ แต่ถ้านำมาใช้ในประเทศไทย ปัจจัยตัวนั้น อาจจะทำให้สังคมไทยเสื่อมก็ได้ เพราะฉะนั้น ต้องระวังให้ดี ไม่ใช่คิดว่าอเมริกาเจริญ อะไรๆ ก็จะไปเอาจากประเทศอเมริกา เห็นเขามีอะไร นึกว่าเอามาใช้แล้วจะดี อาจจะผิดเต็มที่ เพราะขณะนี้แม้แต่ในสังคมอเมริกัน ปัจจัยตัวเดียวกันที่เคยสร้างสรรค์ความเจริญของสังคมของเขาในอดีต ก็กลับกลายเป็นสิ่งที่สร้างความเสื่อมแก่สังคมของเขาในปัจจุบัน

ยกตัวอย่างเช่นกฎหมาย สังคมอเมริกันนี้ ถือได้ว่าเป็นสังคมที่ยอดเยี่ยมในการเคารพกฎหมาย การที่จะเป็นแบบอย่างของสังคมประชาธิปไตยได้นั้นต้องเป็นสังคมที่เคารพกฎหมาย กฎหมายได้เป็นหลักในการสร้างสรรค์สังคมอเมริกันมา ทำให้ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพ และอยู่ร่วมกันด้วยดี แต่ปัจจุบันนี้บางทีมันก็ไม่ช่วยให้มนุษย์อยู่ร่วมกันด้วยดีแล้ว แต่กลับทำลายการอยู่ร่วมกันด้วยดีนั้นเสีย

ขณะนี้ในเมืองอเมริกา มีการโฆษณาบริการทางกฎหมายของพวกทนายความ คล้ายๆ กับว่าจะบำเพ็ญประโยชน์แก่ประชาชน มีการขึ้นป้ายว่าจะให้บริการทางกฎหมายฟรี แต่ที่จริงไม่ใช่ฟรีอะไรหรอก ไม่ใช่บำเพ็ญประโยชน์หรอก ทำท่าจะบำเพ็ญประโยชน์แต่ที่จริงจะเอาผลประโยชน์ ที่ว่ารับใช้บริการทางกฎหมายฟรีนั้นก็คือว่า คุณมีเรื่องอะไรกับเพื่อนบ้าน มาหาฉันได้ มาปรึกษาดู ฉันจะช่วยพิจารณาหาทางตั้งเป็นคดีให้ แล้วจะได้ไปฟ้องศาล เพื่อเรียกค่าเสียหายจากเพื่อนบ้าน ที่ว่าเป็นการบริการฟรีก็คือ ฉันไม่เรียกค่าทนาย เป็นแต่เพียงว่า เวลาไปฟ้องแล้ว ถ้าชนะ ได้เงินมาก็แบ่งกันคนละครึ่งนะ แต่ถ้าแพ้ก็แล้วไป อย่างนี้ชาวบ้านก็ชอบใจสิ ค่าทนายแพงมาก เมื่อไม่เสียค่าทนาย ก็มีแต่ได้อย่างเดียว แต่ได้คนละครึ่ง ทนายเอาไปครึ่งหนึ่ง เราเอามาครึ่งหนึ่ง ถ้าแพ้ก็แล้วกันไป

สังคมอเมริกันนั้นเขาถือหลักการพิทักษ์สิทธิส่วนบุคคลมาก อันนี้ก็เป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่รักษาสังคมของเขาไว้ เพราะฉะนั้น แต่ละคนจึงเอาใจใส่ดูแลป้องกันสิทธิของตัวเอง ทุกคนมีเสรีภาพ แต่เสรีภาพนั้นมีขอบเขตที่ว่าจะไปละเมิดสิทธิของคนอื่นไม่ได้ เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีเสรีภาพด้วยกัน เพราะฉะนั้นเสรีภาพจะอยู่ได้ด้วยดีแต่ละฝ่ายก็ต้องมีวิธีพิทักษ์ปกป้องสิทธิของตัว และคนก็จะเอาใจใส่กับการปกป้องสิทธิของตัวมาก

วิธีป้องกันสิทธิก็มีทั้งทางกฎหมายและทางขนบธรรมเนียมประเพณีที่เป็นวัฒนธรรม วิธีที่เด่นมากก็คือ ในสังคมอเมริกันคนจะมีการ “ซู” (sue) กันมาก “ซู” (sue) คือ เรียกร้องหรือฟ้องเรียกค่าเสียหาย ฝรั่งระวังผลประโยชน์ของตัวเองมาก สิทธิของฉันใครอย่ามารุกล้ำนะ ถ้ารุกล้ำก็ฟ้องเลย ฟ้องเรียกค่าเสียหาย เรียกว่า “ซู” (sue) เพราะฉะนั้น ลูกบ้านนี้ไปบ้านโน้น บ้านโน้นมีสระว่ายน้ำ ไม่ป้องกันดูแลสระน้ำให้ดี ลูกบ้านนี้ไปตกน้ำตาย ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายหนักเลย หรือหน้าบ้านเรานี่เกิดหิมะตกแล้วไม่กวาดหิมะให้เรียบร้อย หิมะนั้นละลาย แล้วมันเย็นอีกที กลายเป็นน้ำแข็ง มองไม่เห็น ลื่นมาก คนอื่นเดินมาหน้าบ้านเรา ล้ม ขาหัก หรือหัวแตก เขาจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเราผู้เป็นเจ้าของบ้าน หรือแม้แต่ว่าลูกบ้านนี้ ไปเล่นกับเพื่อนบ้านโน้น ไปกินข้าวบ้านโน้น กลับมาท้องเสีย บ้านนี้ก็ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบ้านโน้น

เคยมีเรื่องขำๆ ขนาดที่ว่า บ้านหนึ่งฟ้าผ่า ไปศาล ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากพระผู้เป็นเจ้า เพราะไม่รู้จะซูใคร ก็ซู God เลย ฝรั่งเป็นเมือง “ซู” (sue) ชอบฟ้องเรียกค่าเสียหาย เพราะฉะนั้นไปตามถนน ระวังให้ดี เห็นคนแก่ หรือคนล้ม อย่าไปเที่ยวช่วย ดีไม่ดี ถูกซู จะไม่มีเงินชดใช้ อย่างดีก็ไปบอกตำรวจ เพราะบางคนเขาหาโอกาสอยู่แล้ว เขาอาจจะหาว่าเราไปทำให้เขาขาหัก ก็เลยฟ้องเรียกค่าเสียหาย แต่ในเรื่องนี้เขาก็มีเหตุผลอยู่ด้วยเหมือนกัน เพราะว่าคนที่ไม่ได้เรียนรู้วิชามา เมื่อเห็นคนหกล้ม หรือโดนรถทับ แล้วขาหัก ถ้าไม่เรียนรู้วิธีช่วย เข้าไปช่วย อาจกลายเป็นซ้ำเติมให้เขาแย่ลงไปอีก จึงต้องมีวิธีการช่วย แต่ก็มีเรื่องของการหาผลประโยชน์ด้วย คือการหาโอกาสฟ้องเรียกค่าเสียหาย

กรณีการซูที่ลือลั่นล่าสุด เกิดขึ้นไม่นานมานี้ เมื่อคุณผู้หญิงคนหนึ่งขับรถไปและแวะซื้อกาแฟร้อนแก้วหนึ่ง (เมืองอเมริกาใช้แก้วกระดาษ) ที่ร้านแมคโดนัลด์ เนื่องจากกำลังขับรถอยู่ ซื้อแล้วก็วางแก้วกาแฟร้อนระหว่างขาและขับรถออกไป กาแฟร้อนมากเกิดหก ก็เลยลวกขาบาดเจ็บ คุณผู้หญิงนั้นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทฐานทำกาแฟร้อนเกินไปเป็นเหตุให้เธอบาดเจ็บ บริษัทแมคโดนัลด์แพ้คดี ต้องจ่าย คุณผู้หญิงนั้นได้เงินไปหลายล้าน

เรื่องการไปหาหมอเมืองโน้นก็เป็นธุรกิจเต็มที่ ไม่มีระบบคุณธรรมแบบคนไทย หมอก็ต้องมีประกันไว้ เพราะว่าถ้าหมอพลาด คนไข้เขามองหรือบางทีถึงกับจ้องอยู่แล้ว เขาก็ฟ้องเรียกค่าเสียหายเลย บริษัทประกันก็ต้องชดใช้ให้ แต่บางคดีก็เป็นส่วนที่หมอจะต้องจ่ายเอง อย่างผมไปคราวที่แล้ว เจอหมอไทยคนหนึ่ง กำลังเดือดร้อนมาก ถูกฟ้องคดีคาอยู่กับศาล จะต้องจ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายแก่คนไข้ประมาณ ๑๐ ล้าน ยิ่งมาถึงตอนนี้ ก็หนักเข้าไปอีก หมออยู่ไม่ค่อยเป็นสุข เพราะมาถึงยุคที่คนหาผลประโยชน์จากกฎหมาย จึงร้ายยิ่งกว่าเดิม หมอเต็มไปด้วยความหวาดระแวง เพราะคนไข้คอยจ้องหาช่องอยู่ว่า ถ้าพลาดอะไรนิดเดียวก็จะฟ้องเรียกค่าเสียหายทันที

ในสภาพอย่างนี้ เพื่อนบ้านก็อยู่กันไม่เป็นสุข เพราะเต็มไปด้วยความหวาดระแวงกัน แทนที่จะมองกันด้วยความเป็นมิตรไมตรี คิดช่วยเหลือเอื้อเฟื้อกัน ก็มามองหาช่องกันว่า เราจะได้ผลประโยชน์อย่างไรจากเพื่อนบ้าน โดยการไปฟ้องเรียกค่าเสียหาย พลาดกันนิดก็ไม่ได้ เลยทำให้ชีวิตไม่มีความสุข ก็เสียความมั่นคงทางด้านจิตใจ จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า กฎหมายนี่แหละซึ่งเป็นสิ่งที่เคยช่วยให้สังคมอเมริกันมีความมั่นคง แต่บัดนี้ มันกลับกลายเป็นตัวบั่นทอนความมั่นคง อาชีพทนายความเป็นอาชีพที่มีรายได้ดีที่สุดในอเมริกา ต่างกับในเมืองไทยที่แพทย์เป็นอาชีพที่มีรายได้มากที่สุด เมื่อรายได้ดี คนก็อยากเรียนกันมาก ก็ผลิตทนายความกันขึ้นมามากมาย และต่างคนต่างก็หาผลประโยชน์ ไปๆ มาๆ กลับมามีผลกระทบต่อสังคมอเมริกันอย่างที่ว่านี้

คราวที่แล้วนี้ ที่ผมไปอเมริกา มีภรรยาหมอไทยท่านหนึ่งไปหาหมอที่เป็นเพื่อนของสามี ซึ่งนับว่าเป็นผู้อยู่ในวงการหมอด้วยกัน จะผ่าตัดด้วยโรคอย่างหนึ่ง แต่หมอบอกว่าสงสัยจะมีอีกโรคหนึ่งด้วย แกก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นคุณหมอผ่าแล้ว ถ้าเจออีกเรื่องหนึ่งว่าเป็นปัญหาด้วย ก็ช่วยจัดการตัดเสียเลย เวลาเขาจะผ่า ก็ต้องมีการเซ็นยินยอม เพื่อการป้องกันตามกฎหมาย ตอนที่บอกว่าอีกอย่างหนึ่งนั้นก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นแน่หรือเปล่า ก็บอกเผื่อไว้ พอผ่าไปแล้ว หมอเจออีกโรคหนึ่งจริงๆ แต่หมอไม่กล้าทำ ต้องเย็บปิดท้องไว้ก่อน แล้วมาพูดกันใหม่ ถ้าตกลงว่าเอาอันนั้นออกด้วย ก็ผ่าใหม่ นี่ก็เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ในสังคมที่พัฒนาเจริญแล้วเป็นอย่างนี้ สิ่งที่เคยเป็นปัจจัยแห่งความดีงามและความเจริญในยุคหนึ่ง เมื่อความวิปลาสเกิดขึ้น ก็เปลี่ยนความหมายกลับกลายเป็นเครื่องก่อความเดือดร้อนยากลำบาก

ตอนก่อนหน้า/ตอนต่อไป<< เมื่อยุคอุตสาหะผ่านพ้น คนก็เลิกขยันหมั่นเพียรหนึ่งกับหนึ่งเป็นสอง กลายเป็นหนึ่งกับหนึ่งเป็นสูญ >>

No Comments

Comments are closed.