ความเสื่อมโทรมของสังคมและชีวิตจิตใจ ที่เป็นปัญหายิ่งใหญ่ของอเมริกาในปัจจุบัน

1 ตุลาคม 2534

ความเสื่อมโทรมของสังคมและชีวิตจิตใจ
ที่เป็นปัญหายิ่งใหญ่ของอเมริกาในปัจจุบัน

ก่อนจะพูดถึงการศึกษาของไทยต่อไป เราออกไปมองดูโลกกว้าง ให้เห็นสถานการณ์แวดล้อมกันก่อนสักหน่อย โดยเฉพาะความเป็นไปในประเทศผู้นำ ที่เรานับถือว่าเจริญก้าวหน้าที่สุด และในขณะที่มองดูสภาพของเขา ก็ขอให้นึกถึงภาพของสังคมไทยในปัจจุบันเทียบเคียงไปด้วย

ทำไมคนอเมริกันจึงต่อว่าสังคมของตนเอง ว่ามีความตกต่ำทางจริยธรรมถึงจุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์ และกำลังมีภาวะหิวศีลธรรม ข้อมูลและคำเร่งเร้ากระตุ้นเตือนของคนอเมริกันต่อเพื่อนร่วมชาติของเขาเอง ซึ่งปรากฏดาษดื่นในข้อเขียน คำกล่าว และเอกสารรายงานต่างๆ ในปัจจุบัน ดังที่คัดมาให้ดูเล็กน้อย เป็นตัวอย่างต่อไปนี้ อาจเป็นคติเตือนใจหรือทำให้เกิดข้อคิดแก่คนไทย ในการที่จะคิดจัดทำหรือดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการป้องกันแก้ไขและปรับปรุงส่งเสริมสังคมและการศึกษาในประเทศไทย ตลอดจนทบทวนทิศทางของการพัฒนาประเทศชาติ และท่าทีต่อแม่แบบที่จะถือเอาเป็นตัวอย่างในการพัฒนานั้น โดยกำหนดจริยธรรมในการพัฒนาให้ถูกต้อง

ข้อความตัวอย่างที่คัดมาต่อไปนี้ นอกจากชี้ถึงสภาพปัญหาต่างๆ ที่กำลังเป็นอยู่แล้ว บางส่วนก็แสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงและความเคลื่อนไหวต่างๆ ในการหาทางแก้ไขปัญหาของเขาด้วย

คนอเมริกัน โดยเฉพาะนักวิชาการ ตลอดจนองค์กรของรัฐในอเมริกา กล่าวถึงสภาพชีวิตจิตใจ พร้อมทั้งปัญหาสังคมและการศึกษาในประเทศของเขาในทำนองต่อไปนี้1

“จริยธรรมในอเมริกา ดูเหมือนจะเสื่อมลงถึงจุดตกต่ำที่สุดจุดหนึ่งในประวัติศาสตร์ . . . การยึดถืออุดมคติเสื่อมหาย ลัทธิถือผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นใหญ่เฟื่องฟูขึ้น . . . วิกฤติการณ์แห่งจริยธรรมระบาดทั่วไป คือการถือเอาความเห็นแก่ตัวเป็นหลักการสูงสุดแห่งศีลธรรม . . . เรากำลังมีชีวิตอยู่ในสังคมที่มีค่านิยมสับสน ซึ่งผู้คนหมดความมั่นใจในความผิดชอบชั่วดี . . . ความโลภกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับกันว่าเป็นแรงผลักดันการกระทำที่ชอบธรรมเต็มที่ . . .”2

“(เด็กและเยาวชนก่ออาชญากรรมโหดเพิ่มมากขึ้น เป็นเรื่องที่เขย่าขวัญของสังคม) . . . อาชญากรรมวัยรุ่นแพร่ระบาดกว้างขวางและเลวร้ายยิ่งกว่าที่เคยมีมาก่อน . . . สถาบันพื้นฐาน คือ บ้าน โรงเรียน และวัด แต่เสาหลักทางศีลธรรมเหล่านี้ กำลังหักโค่นล้มทะลาย”3 “สหรัฐมีอัตราการฆ่ากันตายสูงเป็น ๕๐ เท่าของนิวซีแลนด์ . . . สูงกว่าประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ เป็นอันมาก”4

“สภาพจิตซึมเศร้าทุกข์ใจทุกชนิด มีอัตราการเกิดเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ . . . คนที่ทุกข์ซึมเศร้า มีจำนวนมากขึ้นและเป็นโรคนี้เมื่ออายุน้อยลง . . . ปัจจุบันคนอเมริกันประมาณ ๑๔ ล้านคน เป็นโรคจิตซึมเศร้าแบบยืดเยื้อ ผู้หญิงเป็นโรคนี้ทุกหนึ่งในสี่คน และผู้ชายทุกหนึ่งในสิบคน . . . ในช่วงระหว่างปี ๒๕๒๓-๒๕๒๗ เด็กวัยรุ่นที่ถูกรับเข้าโรงพยาบาลจิตบำบัดของเอกชนมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่า ๓๕๐ เปอร์เซ็นต์”5

“ในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมานี้ จำนวนคนหนุ่มสาวอเมริกันที่ฆ่าตัวตายได้เพิ่มสูงขึ้นถึง ๓๐๐ เปอร์เซ็นต์”6 “ในช่วง ๒ ทศวรรษที่แล้ว อัตราการฆ่าตัวตายในหมู่เด็กและวัยรุ่นได้เพิ่มมากขึ้น ๓ เท่า เวลานี้ การฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุนำอันดับ ๓ แห่งการตายของเด็กอายุระหว่าง ๑๕ ถึง ๒๔”7 ”การฆ่าตัวตายของวัยรุ่นได้เพิ่มขึ้น ๓ เท่า ในช่วง ๒๕ ปีที่ผ่านมานี้ . . . มีการจัดตั้ง ‘อัตวินิบาตวิทยา’ ขึ้นมาเป็นวิชาชำนาญพิเศษเฉพาะด้านสาขาหนึ่ง . . . อัตราการฆ่ากันตายในประเทศ (อเมริกา) นี้ก็สูงอยู่แล้ว แต่กระนั้น คนที่ฆ่าตัวตายยังมากกว่าคนที่ฆ่าคนอื่นตาย”8 “วัยรุ่นขั้นโตที่มีอาการไม่ปกติเป็นโรคทางจิตอย่างแรงๆ มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่า ๕ เท่าตัว ในช่วงเวลา ๔๐ ปี ที่ผ่านมา . . . การฆ่าตัวตาย เป็นสาเหตุการตายของวัยรุ่น ที่นำหน้ามาเป็นอันดับที่ ๓”9 “ทำไมหนอ ความเครียดเนื่องจากความรู้สึกว่างเปล่า จึงแพร่หลายมากนักในวัฒนธรรมของเรา? เหตุไฉนพวกเราจึงมีความรู้สึกโดดเดี่ยว และอ้างว้างกันมากนัก?”10

“มีรายงานผลการศึกษาในปี ๒๕๒๖ ว่า คนอเมริกันใช้ยาเสพติดมากที่สุด ในบรรดาประเทศอุตสาหกรรม”11 “ยาเสพติดหลายอย่าง ถูกใช้กันตามสบายในวัฒนธรรมของเราเหมือนอย่างเป็นกาแฟ”12 “นักเรียนมัธยมรุ่น ๒๕๒๘ เกินกว่า ๙ ใน ๑๐ คนเคยดื่มสุรา เกินกว่าครึ่งเคยลองกัญชา . . . ทุกหนึ่งในหกคนเคยเสพโคเคน และทุกหนึ่งใน ๘ คน เคยใช้ยาหลอนประสาท เช่น LSD”13 “คนหนุ่มสาวดื่มเหล้ามากขึ้น ตั้งแต่อายุน้อยลงๆ . . . ขณะนี้เริ่มดื่มกันตั้งแต่อายุ ๑๒ . . . คนหนุ่มสาวตายเพราะอุบัติเหตุที่เนื่องจากดื่มเหล้า ปีหนึ่งๆ ประมาณ ๑ หมื่นคน อุบัติเหตุทางรถยนต์เนื่องจากดื่มสุรา เป็นสาเหตุนำหน้าแห่งการตายของคนอเมริกันที่มีอายุระหว่าง ๑๕ ถึง ๒๔ ปี . . . เด็กนักเรียนมัธยมปีสุดท้ายเกือบ ๑ ใน ๓ บอกว่า เพื่อนของตนส่วนมากหรือทุกคนเมาเหล้าอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง . . . จำนวนเด็กดื่มเหล้าที่อายุต่ำกว่า ๑๐ ขวบ ได้เพิ่มขึ้นเกือบ ๒ เท่า ในระยะ ๖ ปีที่ล่วงมานี้”14 “ในหมู่นักบริหารขณะนี้ก็เสพโคเคนควบกับดื่มเหล้ากันดื่นเป็นธรรมดามากขึ้น”15

“เด็กหญิงวัยรุ่นในสหรัฐมีท้องทุกหนึ่งใน ๑๐ คนทุกปี . . . ในช่วง พ.ศ. ๒๕๑๓-๒๕๒๒ จำนวนเด็กวัยรุ่นที่มีเพศ สัมพันธ์ได้เพิ่มมากขึ้น ๒ ใน ๓ ในบรรดาเด็กอายุ ๑๕-๑๗ ปี ในประเทศนี้ (อเมริกา) ทุกวันนี้ เด็กผู้ชายเกือบครึ่ง และเด็กผู้หญิงเกือบ ๑ ใน ๓ มีเพศสัมพันธ์แล้ว”16 “เด็กสาววัยรุ่นผิวดำที่ยากจน มีอัตราคลอดลูก ๒๓ เปอร์เซ็นต์ . . . อัตราการคลอดบุตรสำหรับเด็กสาววัยรุ่นผิวขาว จากครอบครัวรายได้ต่ำก็สูงเกือบเท่ากันคือ ๒๑ เปอร์เซ็นต์”17

“ปีศาจร้ายแห่งโรคมรณะที่ไม่มีทางรักษา อันมีชื่อว่า เอดส์ . . . ได้ทอดเงามืดทาบทับภูมิทัศน์ทางเพศของประเทศอเมริกาเสียแล้ว”18 “ทุกวันนี้ โรคเอดส์กลายเป็นภัยวิกฤติสำหรับประเทศสหรัฐ ซึ่งจะสังหารชีวิตคนมากมายยิ่งกว่าสงครามหลายๆ ครั้งในสมัยปัจจุบัน อีกเพียง ๔ ปี แต่นี้ไป โรคร้ายนี้จะสังหารชีวิตคนอเมริกันหมดไปมากกว่าสงครามเวียดนามและสงครามเกาหลีรวมกัน . . . ‘เอดส์จะก่อให้เกิดการปฏิวัติทางเพศขนานใหญ่ พอๆ กับครั้งที่เกิดจากยาคุมกำเนิดในช่วงปี ๒๕๐๓-๒๕๑๒”19

ตอนก่อนหน้า/ตอนต่อไป<< จริยศึกษาเพื่อรับมือกับปัญหาของยุคพัฒนาสัญญาณอันตราย บอกให้ยกเครื่องการศึกษากันใหม่ >>

เชิงอรรถ

  1. ข้อความเดิมในพากย์ภาษาอังกฤษของคำแปลต่อไปนี้ ยังมีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจมากกว่านี้ แต่ถ้าจะแปลลงไว้ในที่นี้ทั้งหมด ก็จะกินเนื้อที่มากเกินไป จึงนำไปพิมพ์ไว้ในเชิงอรรถท้ายเล่ม พร้อมทั้งหลักฐานอ้างอิง ผู้ที่สนใจจะอ่านข้อความเดิมที่มีรายละเอียดมากกว่านี้ พึงดูที่เชิงอรรถท้ายเล่ม
  2. . . . , for ethics in America seem to have dropped to one of the lowest points in history. . . . idealism is in decline and cynicism on the rise . . . “We’re in a time when private interest is the solution to all problems and the sense of public purpose has faded away,” . . . the current ethics crisis–“selfishness as an absolute moral principle” . . . “We are living in a society of confused values, where people have lost a sense of confidence about right and wrong,” Church adds. “When materialistic values become dominant, our heroes become superstars who value notoriety regardless of how they get it. . . . What’s happening is a rush for riches. . . . people are “committing these infractions more obviously, and without shame. In times past, getting caught in a moral misdeed was an embarrassment. But now, because of the uncertainty about what is right and wrong and such influences as morning TV, . . . the scarlet letter doesn’t have the scar it used to. . . .” greed has become accepted as a totally legitimate force, . .. (Bernice Kanner, “What Price Ethics? The Morality of the Eighties,” New York, July 14, 1986, p. 28).
  3. (A rise in brutal crimes by the young shakes the soul of society.) . . . juvenile crime appears to be more widespread and vicious than ever before. . . . Statistics show an upsurge in the most violent types of crimes by teens. . . . basic institutions – home, schools and church. But these moral pillars are crumbling. . . . In American society today, the emphasis is less on caring for others than on getting money and instant gratification. . . . (Anastasia Toufexis, “Our Violent Kids,” Time, June 12, 1989, pp. 52-58).
  4. . . . the United States has a murder rate 50 times as high as that of New Zealand which is also a multicultural, urban, frontier-based society? . .. why the United States has a homicide rate grossly higher than that of other industrial nations, . . . (John Wilkes, “Murder in Mind,” Psychology Today, June 1987, pp. 27-32).
  5. . . . the incidence of depression of all kinds has “shockingly” increased. “This is particularly true among people born since 1940 . . . More people are becoming depressed, and at much younger ages.” . . . Today, some 14 million Americans suffer from prolonged depression; one in four women and one in ten men . . . Depression affects 10 percent of those under 12. Between 1980 and 1984, adolescent admissions to private psychiatric hospitals increased more than 350 percent, . . . (Laurence Cherry, “The Good News about Depression,” New York, June 2, 1986, p. 32).
  6. Over the past 30 years, the number of U.S. youngsters who killed themselves has jumped 300%. . . . What’s more, suicide attempts have jumped between 350% and 700%. (Jack Frymier, “Understanding and Preventing Teen Suicide: An Interview with Barry Garfinkel,” Phi Delta Kappan, December 1988, p. 290).
  7. Within the past two decades, the suicide rate among children and adolescents has increased threefold; suicide is now the third leading cause of death for those between 15 and 24, . . . (Laurence Cherry, “The Good News about Depression,” New York, June 2, 1986, pp. 32-42).
  8. . . . adolescent suicide has trebled over the past 25 years. . . and the creation of ‘suicidology’ as a field of specialization. . . . The murder rate in this country is high, yet more people kill themselves than kill others. (George Howe Colt, “Suicide,” Harvard Magazine, September/October 1983, p. 46).
  9. . . . the percentage of older teenagers with major affective disorders has increased more than fivefold over the past 40 years. “The chilling fact is that we may be on the verge of an epidemiclike increase of mania, depression, and suicide,” . . . “Suicide is the third leading killer in adolescents, . . . (Joseph Alper, “Depression at an Early Age,” Science 86, May 1986, pp. 45-50).
  10. . . . why is the stress of nothingness so prevalent in our culture? Why do we feel so alone and lost? (Michael Scott Cain, “Psychic Surrender: America’s Creeping Paralysis,” Humanist, September/October 1983, pp. 5-11).
  11. . . . a 1983 study reported American drug use as the highest in any industrialized nation. (Franklin Parker, “Moral Education in the United States,” The Education Digest, April 1986, pp. 22-25).
  12. Many drugs are used casually as coffee in our culture, . . . (Michael Scott Cain, “Psychic Surrender: America Creeping Paralysis,” Humanist, September/October 1983, pp. 5-11).
  13. . . . more than nine out of 10 members of the high school class of 1985 had used alcohol, more than half had tried marijuana . . ., one in six had used cocaine, and one in eight had used hallucinogens, such as LSD. (Richard A. Hawley–“School children and Drugs: The Fancy That Has Not Passed,” Phi Delta Kappan, May 1987, pp. K1-K8).
  14. . . . alcohol . . . is the primary drug of choice for young people in America. And they are beginning to drink at younger and younger ages. . . . Young people are drinking more, at earlier ages, and with devastating consequences. Drinking now begins at age 12, . . . approximately 10 thousand young people are killed each year in alcohol-related accidents of all kinds; alcohol-related motor vehicle accidents are the leading cause of death among Americans age 15-24. . . . Nearly 1/3 of all high school seniors say that most or all of their friends get drunk at least once a week. . . . The number of alcohol users among children under age ten has almost doubled in the past six years. . . . almost 3% (nearly 100 thousand) of the ten- and eleven-year-olds said they get drunk at least once a week. (Paula Roth and Lora Friedman, “Alcohol Use Among Youth,” Educational Horizons, Spring 1987, pp. 121-124).
  15. The cocaine/alcohol combination, now more common among executives, . . . its continuing rise in popularity, particularly among his top-level executive clients and their families. (James Braham, “Cocaine Creeps toward the Top,” Industry Week, October 27, 1986, pp. 34-38).
  16. One out of ten teenage girls in the United States becomes pregnant every year . . . during the 1970s, the number of sexually active teenagers increased by two-thirds. Today, among 15- to 17-year-olds in this country, almost half of the boys and a third of the girls are sexually active. Unfortunately, teenagers’ sense of responsibility and ability to plan for the future have not kept pace with their sexual sophistication. (Elizabeth Stark, “Young, Innocent and Pregnant,” Psychology Today, October 1986, pp. 28-30).
  17. The birthrate among poor black teenage girls is 23%. . . . the birthrate for white teenage girls from low-income families is almost as high: 21 . . . (Kristin Helmore and Karen Laing, “Exiles Among Us,” The Christian Science Monitor, November 13, 1986, pp. 21-24).
  18. The specter of the deadly and incurable disease called AIDS . . . has cast a shadow over the American sexual landscape. (“The Big Chill: Fear of AIDS,” Time, February 16, 1987, pp. 50-53).
  19. It is today a crisis for the U.S. more deadly than many wars of modern times. In just four more years, the disease will have killed more Americans than the Vietnam and Korean wars combined. “It will probably be the most important public-health problem of the next decade and going into the next century,” . . . “AIDS will cause a sexual revolution of the same magnitude that the birth-control pill caused in the ’60s,”. . . (“AIDS: At the Dawn of Fear,” U.S. News & World Report, January 12, 1987, pp. 60-70).

No Comments

Comments are closed.