สัญญาณอันตราย บอกให้ยกเครื่องการศึกษากันใหม่

1 ตุลาคม 2534

สัญญาณอันตราย บอกให้ยกเครื่องการศึกษากันใหม่

“การศึกษาประชาบาลในสหรัฐกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติ . . . อัตราเด็กออกจากโรงเรียนกลางคันในโรงเรียนมัธยมในเมืองจำนวนมาก สูงถึง ๗๐ หรือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ สถิติคนไม่รู้หนังสือในบรรดาผู้ใหญ่ผิวดำ มีประมาณ ๔๔ เปอร์เซ็นต์ เทียบกับสถิติฝ่ายผิวขาวที่มีประมาณ ๑๖ เปอร์เซ็นต์”1 “เยาวชนออกจากโรงเรียนกลางคันถึงล้านคนทุกปี สำหรับเขตในเมืองบางแห่งอัตรานี้สูงเกือบถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ในบรรดาเด็กที่จบชั้นมัธยม ๒.๔ ล้านคน เด็กที่อ่านเขียนไม่ได้ถึงระดับ ม.๒ มีจำนวนมากถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์”2

“ณ วันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๒๖ คณะกรรมาธิการแห่งชาติว่าด้วยความเป็นเลิศในการศึกษา หลังจากได้ประเมินสถานะในปัจจุบันของระบบการศึกษาประชาบาลของประเทศของเรา (อเมริกา) แล้ว ก็ได้ออกคำเตือนภัยว่า ‘ประเทศชาติของเรากำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย’

“ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย ในเมื่อเด็กนักเรียนของเราออกจากโรงเรียนกลางคันถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ และอีก ๑๔ ล้านคนจบชั้นมัธยมออกมาอย่างที่เรียกว่าไม่รู้หนังสือเลย อย่างนี้เราไม่ใช่ ‘ประชาชาติที่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย’ เท่านั้นหรอก เราเป็น “ประชาชาติที่ตกอยู่ในภาวะวิกฤติ” ทีเดียวแหละ…

“เราจะต้องยอมรับว่า เราเป็นสังคมที่กำลังโทรมและกำลังเสื่อมลง …”3

“สถานะของอเมริกา ที่เป็นมหาอำนาจสูงสุดทางเศรษฐกิจของโลก กำลังตกอยู่ในภยันตราย และโรงเรียนทั้งหลายก็เป็นตัวการที่ต้องรับผิดชอบต่อผลร้ายอันนี้ … พาดหัวข่าวขึ้นหรามาหลายปี มีแต่ข่าวที่น่าเศร้าเกี่ยวกับการศึกษาของอเมริกาว่า “จอนนี่อ่านไม่ออก” … “จอนนี่คิดเลขไม่เป็น” … “จอนนี่เขียนไม่ได้” … อเมริกาได้แต่มองดูความเป็นผู้นำของตนหายหดหมดไป … นักเรียนอเมริกันกำลังกลายเป็นขี้โหล่ไปได้อย่างไร

“คนส่วนใหญ่ ที่จบปริญญาเอกทางวิศวกรรมในสหรัฐเป็นชาวต่างประเทศ … สัปดาห์นี้เองก็ได้เห็นการตั้งข้อหาใหม่ต่อการศึกษาของสหรัฐอีกข้อหาหนึ่ง คือ ในการทดสอบวิชาพีชคณิตประจำปี ๒๕๒๕ ที่สมาคมนานาชาติเพื่อการวัดสัมฤทธิผลทางการศึกษาได้จัดขึ้น ก็ได้มีข้อมูลใหม่ที่แสดงให้เห็นว่า เด็กนักเรียน ม.๖ หลายพันคน จากประเทศที่คัดเลือกมาทำคะแนนได้แค่ไหนกันบ้าง (ปรากฏผลว่า) ฮ่องกงได้ที่หนึ่ง เฉียดหน้าญี่ปุ่นไปนิดเดียว สหรัฐมาเป็นที่ ๑๔ ในจำนวน ๑๕ ประเทศ ได้แค่นำหน้าประเทศไทย

“ด้วยตารางเรียนปีละ ๑๘๐ วัน สหรัฐเป็นประเทศหนึ่งในบรรดาประเทศใหญ่เพียงไม่กี่ประเทศ ที่มีเวลาเข้าชั้นเรียนเสียไปเปล่าตั้งครึ่งปี โรงเรียนญี่ปุ่นเรียนเกินกว่า ๒๔๐ วัน ยังบวกครึ่งวันอีกทุกเสาร์ด้วย … ระหว่างช่วงอายุ ๖ ถึง ๑๘ ปี เด็กอเมริกันเฉลี่ยแล้วดูทีวี ๑๕,๐๐๐ ชั่วโมง เท่ากับว่าดูทีวีมากกว่าเวลาเรียนในโรงเรียนถึง ๒,๐๐๐ ชั่วโมง …

“ทั่วทั้งโลก แม้แต่ในญี่ปุ่น เสียงปืนสัญญาณได้ดังขึ้นแล้ว บอกให้รู้ถึงการเริ่มแข่งขันในการที่จะยกเครื่องระบบการศึกษากันใหม่…”

“นักปฏิรูปของญี่ปุ่นครวญคร่ำรำพันว่า ประเทศของเขาเป็น ‘ผืนแผ่นดินรกร้างทางการศึกษา’ ซึ่งตกอยู่ใน ‘ภาวะอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว’… ‘ตลอดเวลานับได้ ๑๐๐ ปี มาแล้ว พวกเราได้ทำงานกันอย่างหนัก เพื่อจะตามให้ทันประเทศตะวันตกในด้านการศึกษา’… ‘ครั้นถึงบัดนี้ เมื่อเราทำการสำเร็จลุถึงเป้าหมายแล้ว เรากลับมาอับจน ไม่รู้จุดหมายปลายทางใหม่ที่จะเดินต่อไป”4

“ประการแรก เมื่อเทียบกับคู่แข่งในประเทศแถบอาเซียและยุโรป นักเรียนอเมริกันก็ปรากฏตัวเด่นออกมา ในแง่ที่ว่าช่างได้เรียนน้อยเสียนี่กระไร ประการที่สอง เมื่อเทียบกับนักเรียนในอาเซียและยุโรป นักเรียนอเมริกันก็ปรากฏตัวเด่นออกมาในแง่ที่ว่าช่างทำคะแนนได้แย่มากๆ เสียนี่กระไร …. (ดูภาคผนวก)

“วัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่น ให้ความสำคัญเพียงเล็กน้อยแก่เรื่องคุณลักษณะประจำตัวบุคคล และความถนัดที่มีมาเดิมตามธรรมชาติ แต่ไปเน้นย้ำให้ความสำคัญสูงสุดแก่ … “วิถีแห่งความพากเพียรเด็ดเดี่ยว” อันนี้แหละ คือคำท้าทายของญี่ปุ่นที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าการแข่งขันทางเศรษฐกิจ …

“การหยั่งเสียงประชาชน เมื่อปี ๒๕๓๒ แสดงผลออกมาว่า ประชาชนเกือบครึ่งต่อครึ่ง ในประเทศ (อเมริกา) นี้เห็นคล้อยกับความคิดว่า สหรัฐอเมริกากำลัง ‘เสื่อม’… เมื่อโรเจอร์ ปอร์เตอร์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยประธานาธิบดี ในด้านนโยบายเศรษฐกิจ และมหาดไทย ตีตราการศึกษาของอเมริกาว่า ‘น่าเศร้า ไม่เร้าแรงใจ’ นั้น ความรู้สึกท้อแท้สูญสิ้นกำลังใจต่ออนาคตของเรา ได้ทำให้พวกเราหมดแรงความอยากที่จะรับคำท้าทาย มีแต่เสียงพูดกันว่า สิ้นยุคของอเมริกาแล้ว มหาอำนาจล่มสลาย . . .

“ไม่มีสิ่งใดจะสลักสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ ในยุคหลังสงครามเย็นนี้ ยิ่งไปกว่าการให้การศึกษาแก่ลูกหลานของเรา … โลกกำลังหดแคบเข้า ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ รอแต่ให้ถึงเวลาเท่านั้น”5

“เมื่อชั่วอายุคนหนึ่งล่วงแล้ว โรงเรียนประชาบาลในอเมริกาได้เริ่มสลัดตัวผละออกไปจากบทบาทที่เป็นผู้ให้การศึกษาทางศีลธรรม โรงเรียนทั้งหลายพากันกลัวจะถูกกล่าวหาว่า เอาศาสนามายัดเยียดใส่ให้นักเรียน หรือยัดใส่ความเชื่อให้เด็ก ก็เลยพากันยึดอยู่กับเนื้อหาวิชาการ ปล่อยภาระให้การสอนศีลธรรมเป็นเรื่องของพ่อแม่และชุมชน …

“แต่มาถึงวันนี้ ผู้นำ(ของประเทศ) ตั้งแต่ประธานาธิบดีโรแนลด์ เรแกน ลงมาจนถึงนายกเทศมนตรีมาริโอ โมโม ต่างพากันส่งเสียงร้องบอกโรงเรียนทั้งหลาย ให้เอาใจใส่ในการพัฒนาศีลธรรมของนักเรียนให้มากขึ้น … การฟื้นฟูจริยศึกษาครั้งนี้ … (บิลล์ โฮนิกให้เหตุผลว่า) ‘มิใช่ว่าเด็กทุกคนจะเป็นคนเก่งได้ แต่เด็กทุกคนมีศักยภาพที่จะเป็นคนดี’

“เน้นที่ความประพฤติ ไม่ใช่ที่ทฤษฎี ถึงแม้จะเกิดมีแนววิธีสอนจริยศึกษาขึ้นมาใหม่ๆ แต่ในที่สุด นักการศึกษาและชุมชนส่วนมากในปัจจุบัน ก็พากันหันไปหาการพัฒนาคุณธรรมแบบพื้นเดิม … ด้วยการสอนตรงๆ … และระบบวินัยที่สอดคล้องต่อเนื่องและบังคับใช้อย่างมั่นคงจริงจัง … การที่เด็กนักเรียนประพฤติปฏิบัติตัวอย่างไรในชีวิตประจำวันมีความสำคัญมากกว่าความสามารถของเด็กในการคิดหาเหตุผลมาแก้ปัญหาทางศีลธรรม …

“หลังจากชั่วอายุคนที่เป็นรุ่นของความขัดแย้งและสับสนผ่านพ้นไปแล้ว โรงเรียนทั้งหลายก็ได้หันกลับมาให้ความสนใจกับสาระแห่งชีวิตในด้านศีลธรรมของเด็กและเยาวชนที่ตนรับผิดชอบกันใหม่อีก ราคาของการปล่อยปละละเลยนั้นแพงเหลือทน… เขาฝันถึงคนรุ่น(ใหม่) ที่มีศีลธรรมว่า “เราคงจะได้เห็นวัตถุนิยมและความโลภลดน้อยลง…”

“ในขณะที่แรงหนุนจริยศึกษาเพิ่มมากขึ้น โรงเรียนทั้งหลายก็จะมาเข้าร่วมขบวนการมากขึ้น พวกเขาไม่มีทางเลือก(อย่างอื่น) ‘ในแผ่นดิน(อเมริกา)นี้ กำลังมีภาวะหิวศีลธรรม”6

“สัญญาณของการตื่นตัวใหม่ได้แพร่สะพรั่งแล้ว ที่ศูนย์วิทยากรจริยธรรม ปีนี้งบประมาณได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า . . . วิชาจริยธรรมกลายเป็นกิจการที่เติบใหญ่ขยายตัว . . . ชั่วเวลา ๖ ปี ชั้นเรียนวิชาจริยธรรมที่คณะบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มีจำนวนนักศึกษาเพิ่มจาก ๒๕ คน เป็น ๑๖๐ คน . . . ‘เราสรุปได้ว่า ได้มีความก้าวหน้าและความสนใจในจริยธรรมมากกว่าครั้งใดที่เคยมีมา แต่กระนั้นก็ใช่ว่าเราจะใกล้เป้าเข้าไปเลยก็หาไม่ . . . (เอาเถิด) หลังจากเวลาผ่านไป คนทั้งหลายก็ได้รู้ตระหนักว่า ยังมีอะไรบางอย่าง (ที่จำเป็น) สำหรับชีวิตมากไปกว่านี้ (คือมิใช่มีแค่วัตถุบำรุงบำเรอความสุขสำราญเท่านั้น–ผู้แปล)7

ตอนก่อนหน้า/ตอนต่อไป<< ความเสื่อมโทรมของสังคมและชีวิตจิตใจ ที่เป็นปัญหายิ่งใหญ่ของอเมริกาในปัจจุบันระบบจริยธรรมที่ต่อติดกับพื้นฐานเดิมของสังคมไทย >>

เชิงอรรถ

  1. Public education in the US is in crisis. . . . the dropout rate at many inner-city high schools is 70 or 80%. Illiteracy among black adults is estimated to be 44%, compared with 16% among whites. (Kristin Helmore and Karen Laing, “Exiles Among Us,” The Christian Science Monitor, November 13, pp. 21-24).
  2. One million young people drop out of high school every year. Rates approach 50% in some inner cities. Of the 2.4 million who graduate, as many as 25% cannot read or write at the eighth grade, or “functionally literate,” level, according to some estimates. Most 17-year-olds in school cannot summarize a newspaper article, write a good letter requesting a job, solve real-life math problems, or follow a bus schedule. (“America’s Schools Still Aren’t Making the Grade,” Business Week, September 19, 1988, pp. 129, 132, 134-136).
  3. On April 26, 1983, the National Commission on Excellence in Education, after assessing the current status of our public school system, issued the warning: “Our nation is at risk.”

    I disagree. When 25 percent of our students are dropping out and 14 million more are graduating functionally illiterate, we are not “a nation at risk,” we are “a nation in crisis.”. . .

    87 percent of pregnant teenagers are high school dropouts.

    Who’s to blame for America’s sky-high dropout rate, now over 25 percent? . . . The problem is not the dropouts. The problem is a dysfunctional education system that produces dropouts. . . . We must accept that we are an aging and declining society that requires rededication and commitment to support the full development of all our youth socially, culturally, educationally, economically, and spiritually. (Byron N. Kusinawa, “A Nation in Crisis: The Dropout Dilemma,” NEA Today, January 1988, pp. 61-65).

  4. America’s standing as the world’s top economic power is in peril, and schools are catching much of the blame. Teenagers in other countries indeed do learn more –a result of working harder to meet higher standards. . .

    Headlines have bannered the sad news about American education for years: “Johnny Can’t Read” . . . “Johnny Can’t Count”. . . “Johnny Can’t Write.” . . .

    . . . Students in the U.S. now enter the job market with inferior skills. Once the unquestioned champion in industrial research, America is watching its lead dwindle. . . . how American students are falling behind.

    When Japanese teenagers finish the 12th grade, they have the equivalent of three to four more years of school than U.S. high-school graduates . . . half of them know as much as the average U.S. college graduate . . .

    . . . Most people who get Ph.D.’s in engineering in the U.S. are foreigners. . . .

    Nine of 10 Japanese get high-school diplomas. But nearly a quarter of America’s teenagers drop out . . .

    . . . this week sees still another indictment of U.S. education: New details on how thousands of 12th graders in selected countries did on a 1982 algebra test given by the International Association for Evaluation of Educational Achievement. Hong Kong ranked first, barely ahead of Japan. The U.S. finished 14th among the 15 countries, just ahead of Thailand,. . .

    . . . With a 180-day schedule, the U.S. is one of the few major countries with classrooms idle over half the year. Japanese schools operate more than 240 days, including half-days on Saturdays.

    . . . Between the ages of 6 and 18, American children on average watch 15,000 hours of television. That’s 2,000 hours more than time spent in school.

    . . . Japanese teachers hold as much social status as engineers. . . . they still earn 2.4 times the nation’s per capita income. By contrast, American teachers make only 1.7 times the U.S. figure . . .

    Around the world, even in Japan, the starting gun has sounded in a race to overhaul education systems, . . .

    Japanese reformers moan that their country is “an educational waste-land” in a state of desolation.”. . . “For 100 years, we worked hard to catch up with the West in education,” . . . “Now that we’ve accomplished that aim, we’re at a loss, lacking a new goal.” (“The Brain Battle,” U.S. News & World Report, January 19, 1987, pp. 58-64).

  5. . . . First, compared with their peers in Asian and European countries, American students stand out for how little they work. Second, compared with Asians and Europeans, American students stand out for how poorly they do.

    AS TO THE FIRST: CONSIDER A LIST . . . of the varying number of days in a standard school year. . . .

    Japan 243 New Zealand 190
    West Germany 226-240 Nigeria 190
    South Korea 220 British Columbia 185
    Israel 216 France 185
    Luxembourg 216 Ontario 185
    Soviet Union 211 Ireland 184
    Netherlands 200 New Brunswick 182
    Scotland 200 Quebec 180
    Thailand 200 Spain 180
    Hong Kong 195 Sweden 180
    England/Wales 192 United States 180
    Hungary 192 French Belgium 175
    Swaziland 191 Flemish Belgium 160
    Finland 190

     

    . . . Americans have a deviant propensity to work less than almost anyone else.

    (AS TO THE SECOND . . . )

    When the IEA* conducted its most recent mathematics assessment, in 1981-1982, the results were disheartening for Americans. In an eighth-grade match-up, among twenty school systems surveyed, the American students ranked tenth in arithmetic, twelfth in algebra, and sixteenth in geometry. Japan, our principal economic competitor, finished first in all three of these categories. In an intimation of the economic times that might lie ahead, Hungarian students finished ahead of Americans in all three categories. Even Thailand, until recently considered a Third World country rather than a member of the thriving Pacific rim, saw its students finish ahead of the Americans in geometry. . . . consider a representative portion of the results for the three subjects:

    Student Achievement by Subject Area

    (U.S. 12th-Grade Equivalent)

    Advanced Algebra Functions/Calculus/Geometry

    1. Hong Kong 1. Hong Kong 1. Hong Kong
    2. Japan 2. Japan 2. Japan
    3. Finland 3. England/Wales 3. England/Wales
    4. England/Wales 4. Finland 4. Sweden
    5. Flemish Belgium 5. Sweden 5. Finland
    6. Israel 6. New Zealand 6. New Zealand
    7. Sweden 7. Flemish Belgium 7. Flemish Belgium
    8. Ontario 8. Ontario 8. Scotland
    9. New Zealand 9. Israel 9. Ontario
    10. French Belgium 10. French Belgium 10. French Belgium
    11. Scotland 11. Scotland 11. Israel
    12. Brit. Columbia 12. United States 12. United States
    13. Hungary 13. Thailand 13. Hungary
    14. United States 14. Hungary 14. Brit. Columbia
    15. Thailand 15. Brit. Columbia 15. Thailand

     

    In an alternative effort to measure the performance of elites, the IEA calculated the average achievement score of the top one percent of the twelfth-graders in each country. The United States came out as the lowest of any country for which data were available. In other words, our most able students scored lower in algebra than their top-notch peers in any other country. . . .

    The United States faces a time-in-school deficit every bit as serious as the trade deficit and the balance-of-payments problem: each year, American children receive hundreds of hours less schooling than many of their European or Asian mates, and the resulting harm promises to be cumulative and lasting. . . .

    A belief in innate traits and personal aptitudes could be said, after all, merely to mimic the individualistic strain in American culture. People might be different, and some might be stronger intellectually than others, but who cared in a country where success could come through grit and hard work? . . .

    In present-day American culture observers like Harold Stevenson and Merry White, a professor of sociology at Boston University, see a terrible inversion at work. . . .

    “Compared to the Asians we interviewed, Americans placed more emphasis on differences in innate ability as the basis for variations in achievement. . . .

    If aptitude rather than effort is seen as the key to achievement, the result will be to undermine the work ethic, at least as it applies to education. Time spent in a classroom will not seem very important.

    As Stevenson indicates, among those who disagree with Americans on the relative importance of effort are none other than the Japanese. Their culture puts little stock in the notion of traits and aptitudes, placing paramount emphasis instead on what White calls “the path of pure endeavor.” Here is a Japanese challenge more profound than economic competition. . . .

    THE GOOD NEWS IN 1990 IS THAT AMERICAN complacency is giving way; these days everybody talks about the hardworking Asians and the buoyant Europeans. The bad news is that the newest emotions are American discouragement, defensiveness, and paranoia. Polling in 1989 showed nearly half the public in this country subscribing to the notion that the United States is in “decline.” . . .

    One staple of conversation among American parents is the supposed association between the rigors of Japanese education and suicide among Japanese youths. . . .

    In 1975 the suicide rates in Japan . . . were all higher than the U.S. rates. But by 1984 the Japanese numbers . . . had gone down and the American numbers had more or less held steady, with the result that the American suicide rates were higher for all three age groups. . . .

    While the payoff for hard work is great in terms of student achievement, the side effects generate controversy and soul-searching among the Japanese public. . . . suggests two general truths about education in present-day Japan: first, things are very far from perfect, and second, the system is not unyielding but subject to pressure and criticism–and presumably improvement as well. . . .

    When Roger Porter, a presidential aide for economic and domestic policy, labels American education “depressing and uninspiring,” dismay at our prospect dampens our appetite for meeting the challenge. The end-of-the-American-century, fall-of-a-great-power talk has gone too far. . ..

    Nothing is more critical to national security in the post-Cold War era than schooling our children, . . . The world is shrinking. Change is inevitable. It is only a matter of time. (Michael J. Barrett, “The Case for More School Days,” The Atlantic Monthly, November 1990, pp. 78-106).

  6. A generation ago, American public schools began to walk away from their role as moral educators. Schools feared they would be accused of imposing religion or “indoctrinating” children, so they stuck to academics, leaving moral instruction to parents and the community. . . .

    Today, leaders from Ronald Reagan to Mario Cuomo have been calling for schools to pay more attention to students’ moral development. . . . this renaissance of moral education . . . “Not every child is going to be smart, but every child has the potential to be good.” . . .

    A stress on conduct, not theory. Despite the advent of new approaches to moral education, most educators and communities today, however, eventually center on the traditional model of character development. . . . through direct instruction . . . and a consistent and firmly enforced system of discipline. . . . How students act from day to day is more important than their ability to reason through a moral problem. . ..

    After a generation of dissension and confusion, schools have turned their attention back to the moral fiber of their young charges. The high costs of neglect have become unbearable. Cortland’s Tom Lickona describes his dream of a moral generation: “We’d see less materialism and greed, which are the driving forces behind the public scandals. . . .”

    As support for moral education grows, more schools will join the movement. They have no choice. “There is a hunger for morality in the land,” . . . (Eleanor Smith, “The New Moral Classroom,” Psychology Today, May 1989, pp. 32-36).

  7. Signs of new awareness abound. THE BUDGET doubled this year at the Ethics Resource Center, . . . And ethics courses have become a growth industry. . . . In six years, an ethics class at Harvard’s Business School has gone from 25 students to 160. . . . “We concluded that there has been progress and more interest in ethics than ever before, but we’re nowhere near home. . . . after a time, people realize there’s something more to life. (Bernice Kanner, pp. 30-34).

No Comments

Comments are closed.